จะทำอย่างไรเมื่อคุณได้รับเชื้อเอชไอวี

จริงๆ แล้วหลายคนเข้าใจผิดว่าเมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้วเราก็คือคนป่วยโรคเอดส์ทันที แต่ตามกลไกการติดเชื้อเมื่อได้รับไวรัสเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายนั้น ไม่ได้ทำให้ป่วยเป็นโรคเอดส์ทันที เนื่องจากโดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะมีระบบภูมิต้านทานของร่างกายในการต่อสู้กับเชื้อโรคและการเจ็บป่วย แต่หากเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยก็ตาม เช่น การสัมผัสเชื้อของผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี การถูกของมีคนทิ่มตำ หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน เป็นต้น การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์และการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวีคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

การปฏิบัติตัวเมื่อติดเชื้อเอชไอวี

ในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการแพทย์ทำให้การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้น่ากลัวเหมือนในอดีต ซึ่งเราต่างรับรู้และรับทราบผ่านภาพความทรงจำเก่าๆ ว่า ผู้ป่วยโรคเอดส์นั้นจะต้องผอมซูม ผิวดำ หน้าตาทรุดโทรม ไม่มีเรี่ยวแรว มีอาการป่วยหนักทุรนทุราย ซึ่งภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องลบออกไปในความเชื่อผิดๆ ของคนทั่วไป

การแพทย์ที่ก้าวหน้าในตอนนี้ เริ่มต้นการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยเริ่มต้นจากการที่สามารถตรวจวัดระดับเชื้อไวรัสเอชไอวีในร่างกายได้และการแพทย์ของไทยก็สามารถผลิตยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีที่มีประสิทธิภาพขึ้นเรื่อยๆ เพื่อช่วยให้ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้เข้าถึงยาต้านไวรัสได้ง่าย และเมื่อรับประทานยาอย่างถูกต้อง ไวรัสเอชไอวีก็ไม่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน จนพัฒนาไปเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น ที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้นการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเราได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย ดังนี้

  •  หากเรารู้ตัวว่าได้รับเชื้อเอชไอวีไม่ว่าจะเป็นช่องทางใดก็ตาม สิ่งแรกที่ควรจะทำ คือ การเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที เพื่อทำการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี และพิจารณารับยาต้านไวรัสจากการวินิจฉัยของแพทย์
  •  การได้รับเชื้อเอชไอวีใหม่ๆ จากสาเหตุใดก็ตามในช่วงแรกๆ อาจจะยังตรวจไม่พบเชื้อ ผู้ที่มีความเสี่ยงจะต้องเข้ารับการตรวจเลือดและพบแพทย์ตั้งแต่ครั้งแรกที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อ หากตรวจเลือดแล้วผลออกมาเป็นลบ แพทย์จะนัดมาตรวจซ้ำโดยส่วนใหญ่จะนัดซ้ำภายใน 6 เดือน เพื่อตรวจเลือดจนกว่าจะมั่นใจว่าไม่มีได้มีเชื้อไวรัสในร่างกายเช่น ใน 4 สัปดาห์ 3 เดือน และ 6 เดือน และ 1 ปี เป็นต้น
  •  กรณีที่ถูกของมีคมทิ่มตำ ซึ่งของมีคมนั้นใช้กับผู้อื่นหรือผู้ป่วยติดเชื้อ เช่น เข็มฉีดยา ใบมีด ห้ามบีบเลือดจากบาดแผลเพราะจะทำให้เกิดบาดแผลเพิ่มขึ้น รีบล้างทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำสบู่ แล้วทาแผลด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือ 10% Iodine ให้เร็วที่สุด จากนั้นสามารถเข้ารับยาฉุกเฉินหรือยาเป๊ป ที่โรงพยาบาล เพื่อป้องกันโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวี
  •  ถ้าเลือดหรือสารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตาให้ล้างด้วย 0.9% โซเดียมคลอไรด์ (NSS) มากๆ ถ้ากระเด็นเข้าปากก็ให้บ้วนน้ำลายและล้างปากด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หากมีการปนเปื้อนจำนวนมาก ไม่มั่นใจว่าได้รับเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ให้รีบปรึกษาแพทย์และรับยายาฉุกเฉินหรือยาเป๊ป เหมือนในกรณีเข็มทิ่มตำ ภายใน 72 ชั่วโมงหรือ 3 วันนับจากที่เสี่ยง
  •  ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ควรไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อรับยาและรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการตรวจเลือด เพื่อวัดระดับเชื้อไวรัสในร่างกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

  •  ผู้ติดเชื้อเอชไอวีควรเข้ารับการให้คำปรึกษา โดยแสดงความยินยอมด้วยวาจาและเซ็นต์ให้การยินยอมเป็นหลักฐาน ทั้งนี้ผู้ให้บริการจะให้บริการโดยคำนึงถึงหลักสิทธิผู้ป่วยด้วยการรักษาความเป็นส่วนตัว และรักษาความลับของผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด
  •  ในระยะที่สงสัยว่าได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย แต่ผลการตรวจเลือดยังให้ผลลบ และไม่มีอาการผิดปกติใดๆ ผู้ที่มีความเสี่ยงควรงดการบริจาคเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะหรือผลิตภัณฑ์เลือด หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ป้องกัน หากต้องการมีเพศสัมพันธ์ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
  •  ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายแล้ว มีผลการตรวจเลือดเป็นผลบวก แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสซึ่งต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมออย่างเคร่งครัด ตรงต่อเวลา และมาตรวจตามนัดทุกครั้งที่แพทย์สั่ง เพื่อให้การควบคุมจำนวนไวรัสเอชไอวีเป็นไปตามแผนการรักษาของแพทย์แต่ละท่านและส่งเสริมให้สุขภาพร่างกายของผู้ติดเชื้อไม่เจ็บป่วยง่ายด้วย
  •  ยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรใดหรือยี่ห้อใดที่จะจ่ายให้ผู้ที่ติดเชื้อนั้นขึ้นอยู่ดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา
  •  การรับประทานยาต้านไวรัสครั้งแรก อาจจะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น อาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องอืด นอนไม่ค่อยหลับ ฝันร้าย มีผื่นขึ้นเล็กน้อย แต่ถ้ามีอาการแพ้รุนแรง เช่น มีไข้สูง มีผื่นลมพิษ เยื่อบุอ่อนพองบวม เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุปาก หายใจขัดหรือหอบ การแพ้ยารุนแรงส่งผลให้เกิดการช็อค หายใจไม่ทัน ขาดอากาศและหมดสติได้ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพื่อให้พิจารณาเปลี่ยนสูตรยาหรือรักษาอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น